ข้อมูลสำหรับการท่องเที่ยว
ประเทศ ตูนีเซีย
 
ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์
ในอดีตดินแดนที่อยู่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ยังมีชนเผ่าเซมิติคพวกฟีนีเชียน (Phoenicians) ซึ่งเป็นชนเผ่าเซมิติคที่อพยพมาจาก
บริเวณทะเลทรายอะราเบีย ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในบริเวณภูเขาเลบานอนทางด้านตะวันตกและหันหน้าออกไปทางทะเล จึงทำให้ชนเผ่านี้กลายเป็นนักเดินเรือที่เก่งและเป็นพ่อค้าซึ่งมีการค้าขายตามเมืองต่างๆทางด้านชายฝั่งทะเล และได้ตั้งเมืองที่สำคัญหลายเมือง คือ ไทร์ ไซดอน และไบบลอส ซึ่งได้ผลิตสินค้าที่ทำด้วยมือหรือพวกหัตถกรรมต่างๆที่สวยงามส่งเป็นสินค้าออกไปขาย เช่น พวกขนสัตว์ย้อมสีจากเปลือกหอยที่มีอยู่ตามชายฝั่งทะเล นอกจากนั้นยังใช้ฝีมือในการประดิษฐ์เครื่องเรือนเฟอร์นิเจอร์ต่างๆจากไม้ซีดาร์ของเลบานอน ยังมีเครื่องเหล็ก เครื่องแก้วต่างๆ
          นอกจากนั้นพวกฟีนีเชียนยังได้ออกเดินทางไปตั้งเมืองกาดิส ที่ริมฝั่งของประเทศสเปนด้านมหาสมุทรแอตแลนติค และที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ในประมาณปี 814 ก่อนคริสตกาลเจ้าหญิงเอลิสซา ดิโด (Elissa Dido)ได้ตั้งเมืองคาร์เธจ (Carthage) ขึ้นในบริเวณริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่อยู่ทางด้านเหนือของอัฟริกา ซึ่งต่อมาเมืองคาร์เธจนี้ ได้กลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของพวกโรมันในราว 300 ปีก่อนคริสตกาล และต่อมาจึงได้เกิดการสู้รบกันซึ่งมีหัวหน้าที่ยิ่งใหญ่ชื่อ ฮานนิบาล (Hannibal) เป็นผู้นำกองทัพที่สำคัญ
         เมื่อประมาณ 265 ก่อนคริสตกาลโรมอยู่ในฐานะที่ทัดเทียมกับคาร์เธจ เป็นหนึ่งในมหาอำนาจของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อโรมกับคาร์เธจเผชิญหน้ากัน ได้เกิดสงคราม 3 ครั้ง ที่เรียกว่า สงครามพูนิค ( Punic War )
         สงครามพูนิคครั้งแรกเกิดเมื่อปี 246-241 ก่อนคริสตกาล ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อปี 218-201  ก่อนคริสตกาล สงครามทั้งสองครั้งแรกกินเวลานานและรุนแรงมาก โรมพ่ายแพ้ในการรบหลายครั้ง แต่ก็อดทนจนได้ชัยชนะในการรบครั้ง สุดท้ายเมื่อปี 149-146 ก่อนคริสตกาล เมื่อเมืองคาร์เธจเหลือแต่ซาก โรมได้ครองดินแดนอันกว้างใหญ่ของคาร์เธจในอัฟริกา เกาะซิซิลี และฮิสปาเนีย (สเปน)
         ชัยชนะของโรมเหนือคาร์เธจ ยังผลให้โรมมีอำนาจเหนือรัฐอื่นๆในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บรรดาอาณาจักรกรีกเฮลเลนิสติคที่แก่งแย่งชิงดีกัน มักขอความช่วยเหลือจากโรมให้ช่วยต่อต้านศัตรูของตน โรมให้ความสนับสนุนเพื่อรักษาดุลยแห่งอำนาจ แต่ต่อมาโรมเข้าปกครองเสียเอง ระหว่างศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล โลกเฮลเลนิสติคส่วนมากอยู่ภายใต้อำนาจโรมันทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อมาปี189 ก่อนคริสตกาล โรมได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือพวกซีลิวซิด และปราบปรามพวกมาซีโดเนียได้ในปี148 ก่อนคริสตกาล และทำลายเมืองโครินธ์ ในปี 146 ก่อนคริสตกาล โรมได้ค่อย ๆ เปลี่ยนกรีซให้กลายเป็นมณฑลโรมันภายใต้การปกครองของข้าหลวงแห่งรัฐ อาณาจักรเฮลเลนิสติคที่เหลือไม่มีทางเลือก นอกจากจะยอมรับความเป็นผู้นำของโรมและค่อย ๆ กลายเป็นมณฑลของโรมไปในที่สุด จนถึงปี ค.ศ.201 เมื่อโรมันล่มสลายทำให้คาร์เธจเป็นเอกราช
        ในระหว่างศตวรรษที่ 5 มีพวกชนเผ่าทิวโทนิค หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของพวกแวนดัล ได้เคลื่อนย้ายลงมาทางด้านใต้ผ่านแหลมไอบีเรีย และข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้มาตั้งเมืองอาศัยอยู่ที่บริเวณนี้ และอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกโรมัน ทำให้ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกแวนดัลอยู่ประมาณร้อยกว่าปี จากปี ค.ศ.430-534 และต่อมาก็ได้ตกอยู่ภายใต้การ ปกครองของพวกโรมันซึ่งเป็นจักรวรรดิของพวกไบแซนไทน์ จนกระทั่งพวกอาหรับได้เข้ามาในปี ค.ศ.648-669
        จากนั้นในศตวรรษที่ 7 บริเวณแถบนี้ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกอาหรับอิสลามและพวกเบอร์เบอร์( Berbers)ได้เข้ามามีอำนาจและปกครองอยู่จนถึงในศตวรรษที่ 16 ก็ได้นำเอาวัฒนธรรมต่างๆและวิถีชีวิตมาเปลี่ยนแปลงในระบบของพวกโรมันที่เป็นคริสเตียน ซึ่งในระยะเวลานั้นที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของราชวงศ์ต่างๆที่มีชื่อเสียง เช่น อักห์ลาไบเทส (ปี 800-909) ฟาติมิดส์ (Fatimids) (ปี 909-973) และไซริดส์ (ในศตวรรษที่ 10) ในตอนปลายศตวรรษที่ 12 พวกนอร์แมน ได้เข้ามายึดครองบางส่วนที่สำคัญบริเวณริมฝั่งทะเล พวกอาหรับก็ได้เอากลับคืนมาในศตวรรษเดียวกัน และได้ถูกปกครองโดยราชวงศ์ฮับไซด์ (ปี 1228-1574) และบริเวณนี้ก็ได้เป็นที่รู้จักกันในนามของตูนีส (Tunis) หรือตูนีเซีย (Tunisia)
         ในระยะเวลาปี ค.ศ.1534 ก็ได้มีพวกโจรสลัดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้เข้ามายึดครองเมืองตูนีสแต่ในปีต่อมาก็ได้ถูกขับไล่ออกไปโดยพวกทหารสเปน และจากนั้นพวกสเปนก็ได้เข้าครองครองตูนีส จนกระทั่งในปี ค.ศ.1574กองทัพของพวกจักรวรรดิออตโตมานก็ได้รุกเข้ามาและขับไล่พวกสเปนออกไปทำให้ตูนีสตกอยู่ในการปกครองของพวกออตโตมานจนถึงปี ค.ศ.1881และต่อจากนั้นกองทัพของฝรั่งเศสก็ได้เข้ามายึดครองจากปี ค.ศ.1881จนกระทั่งได้มีการทำข้อตกลงสัญญาที่อยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส
         ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อิตาลีมีตูนิเซีย ลิเบียและชาดเป็นอาณานิคม ตูนิเซียส่งทรัพยากรให้อิตาลีทำอาวุธ จนกระทั่งหลังสงคราม ฝรั่งเศส แย่งอาณานิคมอิตาลีไปหมด และอิตาลีก็ได้ยึดอาณานิคมของตนเองคืน
         ตูนีเซียภายใต้ปกครองของอิตาลี เบนนิโต มุสโสลินี ผู้นำอีตาลี ร่วมมือกับ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันนาซี เป็นฝ่ายอักษะ ต่อมาอิตาลี นำโดยมุสโสลินีได้โจมตีตูนีเซีย ตูนีเซียพ่ายแพ้และตกเป็นอาณานิคมของอิตาลี มุสโสลินี ได้เอาทรัพยาการของตูนีเซียมาผลิตอาวุธจำนวนมาก ชาวตูนีเซียถูกอิตาลีกดขี่ ให้ใช้แรงงานสร้างรถถัง เครื่องบิน จนตูนีเซียกลายแหล่งผลิตอาวุธให้ฝ่ายอิตาลี และต่อมาได้ถูกกองทัพพันธมิตร นำโดยอังกฤษ และอเมริกา เข้าทำลายทิ้งระเบิด นับเป็นเวลา 5 ปี ที่ตูนีเซียเป็นอาณานิคมของราชอาณาจักรอิตาลี โดยมีมุสโสลินีเป็นผู้นำ
        ต่อมานานาชาติก็ได้บีบบังคับให้ฝรั่งเศสคืนอิสรภาพและอำนาจอธิปไตยให้กับตูนีเซียในปี ค.ศ.1956 และในวันที่ 25 ก.ค.ปี ค.ศ.1957 ก็ได้ประกาศเอกราชเป็นประเทศสาธารณรัฐตูนีเซีย และต่อมาได้มีการเลือกตั้งโดยมีฮาบีบ บัวร์กุยบา (Habib Bourguiba) เป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ
         ฮาบีบ บัวร์กุยบา ได้เป็นประธานาธิบดีจนถึงปี ค.ศ.1987 หลังจากคณะแพทย์ซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นในสมัยที่พลเอก Ben Ali ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย ลงความเห็นว่าประธานาธิบดี บัวร์กุยบา มีปัญหาด้านสุขภาพ
        ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย ไซน์ เอล อบีดีน เบน อาลี (Zine El Abidine Ben Ali ) ซึ่งได้เข้ารับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีฮาบีบ บัวร์กุยบา เมื่อปี 1987 ในปี 1989 นาย Ben Ali ได้ประกาศให้
มีการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี และเลือกตั้งสมาชิกสภาในระบบหลายพรรคพร้อมกัน ซึ่งนาย Ben Ali ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องในปี 1994  ปี 1999 และเมื่อปี 2004
ชนเผ่าเบอร์เบอร์ ( Berber people)
ชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่ได้ตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานอยู่ในตูนีเซีย คือพวกเบอร์เบอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธ์ของอัฟริกาทางด้านเหนือ เริ่มตั้งแต่ทางด้านตะวันตกของลุ่มแม่น้ำไนล์ ไปจนจรดดินแดนพื้นที่ด้านตะวันตกริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติด (ที่เป็นประเทศโมร๊อคโคในปัจจบันนี้)
          ดินแดนแห่งนี้ได้ถูกเรียกว่า มาเกร็บ (Maghreb) ที่เป็นภาษาอาหรับหมายถึง ด้านตะวันตก (Western) หรือที่มีความหมายว่า ดินแดนแห่งพระอาทิตย์ตก (The Place of Sunset ) ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศลิเบีย ตูนีเซีย แอลจีเรีย โมร๊อคโค และมอริทาเนีย แต่ตามความหมายของพวกอาหรับดั้งเดิมจะมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้น คือ ลิเบียตูนีเซีย และโมร๊อคโค ซึ่งถือว่าเป็นดินแดนที่อยู่ในด้านตะวันออกระหว่างของเทือกเขาสูงแอทลาส (Atlas Mountains) และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
           พวกเบอร์เบอร์ ได้ตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่มหาสมุทรแอตแลนติกไปจนถึงโอเอซิสซิวะ (Siwa Oasis) ในอียิปต์และจากบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจนถึงแม่น้ำไนเจอร์ ซึ่งในปัจจุบันพอจะประมาณตัวเลขได้ คือ ในประเทศโมร๊อคโคประมาณ 28,000,000 คน แอลจีเรียประมาณ 10,000,000 คน ตูนีเซียประมาณ 300,000 คน มาลีประมาณ 600,000 คน และไนเจอร์ประมาณ 400,000 คน นอกจากนั้นก็ยังมีอาศัยอยู่ในประเทศลิเบีย มอริทาเนีย แชด และอียิปต์ ฯ
          พวกชนเบอร์เบอร์จะพูดภาษากลุ่มเบอร์เบอ ร์ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของตระกูลภาษาแอฟโฟร-เอเชียติก (Afro-Asiatic Language )ในปัจจุบันนี้พวกเบอร์เบอร์บางกลุ่มจะพูดภาษาอาหรับ พวกเบอร์เบอร์ที่พูดภาษากลุ่มเบอร์เบอร์ในบริเวณที่ว่านี้มีด้วยกันราว 30-40 ล้านคนที่ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานหนาแน่นอยู่ในบริเวณประเทศแอลจีเรีย และในโมร็อคโคซึ่งคาดว่ามีพวกเบอร์เบอร์อยู่ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ และเบาบางลงไปทางตะวันออกและเลยไปจากนั้น
          พวกเบอร์เบอร์ได้เรียกตนเองด้วยชื่อต่างๆ กันที่รวมทั้ง อะเมซิกห์ (Amazigh) หรือ อะเมซิเกน (Imazighen) ที่อาจจะมีความหมายว่า ชนเผ่าอิสระ ตามความเห็นของนักการทูตและนักประพันธ์ชาวอาหรับ เลโอ อาฟริคานัส(Leo Africanus) อะเมซิกห์  แปลว่า คนอิสระ แต่ความเห็นนี้ก็ยังเป็นที่โต้แย้งกันเพราะไม่มีรากศัพท์ที่เป็นความหมายของ M-Z-Gh ที่แปลว่า อิสระ  
          ในภาษากลุ่มเบอร์เบอร์สมัยใหม่ นอกจากนั้นก็ยังมีคำจากภาษาทูอเรค (Tuareg )  อะเมเจกห์ (Aamajegh) ที่แปลว่า ศักดิ์ศรี (noble) คำที่เรียกนี้ใช้กันทั่วไปในโมร็อคโค แต่ในบริเวณท้องถิ่นอื่นๆ ก็มีคำอื่นที่เฉพาะเจาะจงลงไปอีกเช่น คาบายล์ (Kabyle) หรือ  ชาอูอี (Chaoui) ที่มักจะใช้กันมากกว่า
          ในประวัติศาสตร์พวกชนเบอร์เบอร์ก็รู้จักกันในชื่อต่างๆ เช่น ในลิเบียโบราณ โดยพวกชาวกรีกโบราณเรียกว่า นูมิเดียน (Numidian) และเรียก มอรี (Mauri) โดยพวกโรมัน และมัวร์ (Moor)โดยชาวยุโรปในยุคกลาง ภาษาอังกฤษสมัยปัจจุบันอาจจะแผลงมาจากภาษาอิตาลีหรืออาหรับแต่รากพท์ที่ลึกไปกว่านั้นไม่เป็นที่ทราบแน่นอนมาจากไหน 
 
 ตูนิเซีย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐตูนิเซีย (Republic of Tunisia) เป็นประเทศอาหรับAtlas mountains) มีอาณาเขตทางตะวันตกจดและทางใต้และตะวันตกจด พื้นที่ 40% ของประเทศประกอบด้วยทะเลทรายซาฮารา ในขณะที่ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ประกอบด้วยพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ และชายฝั่งที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในสมัยโบราณ เริ่มต้นด้วยการก่อตั้งเมืองคาร์เทจ (มุสลิมที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาเหนือ บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประเทศทางตะวันออกสุด และเล็กที่สุดของ 3 ประเทศบนเทือกเขาแอตลาส (ประเทศแอลจีเรียCarthage) ที่มีชื่อของชาวฟีนีเชียPhoenicia) และในเวลาต่อมาได้กลายเป็นพื้นที่มณฑลแอฟริกา (Africa Province) เป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของอาณาจักรโรมันTunis) มาจากภาษาเบอร์เบอร์Berber) แปลว่าแหลมซึ่งสอดคล้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศ ที่เป็นแหลมยื่นเข้าไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือ อีกความหมายหนึ่งนั้น แปลว่า ที่พักแรม ( สันนิษฐานว่า ชื่อ ตูนิส )ประเทศลิเบีย
สภาพภูมิอากาศ
ภูมิประเทศส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ บริเวณด้านเหนือเป็นที่ราบติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และบริเวณด้านใต้จะเป็นเขตทะเลทรายซาฮาร่า จึงทำให้มีภูมิอากาศหลายประเภท ร้อน แห้งแล้งในฤดูร้อน และอากาศเย็นมีฝนตกในฤดูหนาว ในปีหนึ่งจะมีอุณหภูมิเฉลี่ย คือ เดือนเมษายน-ตุลาคม 19-26 องศาเซลเซียส ซึ่งในเดือนเมษายนและพฤษภาคม อากาศจะเริ่มอบอุ่น ในสิงหาคมจะร้อนที่สุด และจากเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม จะมีอุณหภูมิเฉลี่ย คือ 10-13 องศาเซลเซียส                      
พื้นที่            ประมาณ 154,530 ตร.กม.
จังหวัด         มีทั้งหมด 24 จังหวัด
ประชากร      ประมาณ 10,276,000 คน (ประมาณการ กรกฎาคม 2007)  ประกอบด้วยชนอาหรับ 97% เบอร์เบอร์ 3%
เมืองหลวง     กรุงตูนีส (Tunis) มีประชากรประมาณ 1 ล้านคน
ศาสนา          อิสลามนิกายสุนหนี่ 98% คริสต์ ยิว และอื่นๆ 2%
ได้รับเอกราช ในปี 1956 จากฝรั่งเศส
ภาษาราชการ อาหรับและฝรั่งเศส
หน่วยเงินตรา ตูนิเซียดินาร์ (Tunisian Dinar) อัตราแลกเปลี่ยน 1.33  ตูนิเซียดินาร์ เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
                      หรือประมาณ 0.03 ตูนิเซียดินาร์/1 บาท
ระบบไฟฟ้า    220 Volts, 50 Hz (ปลั๊กกลม 2 ขา)
เวลา              เวลาจะช้ากว่าประเทศไทย 6 ชม.
รายได้ประชาชาติ (GDP) 29.8 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (2006)
รายได้ประชาชาติต่อหัว   2,837 ดอลล่าร์สหรัฐ (2005)
ภาคอุตสาหกรรม ปิโตรเลียม เหมืองแร่(ฟอสเฟตและแร่เหล็ก) การท่องเที่ยว สิ่งทอ อาหารและเครื่องดื่ม
ผลผลิตทางการเกษตร มะกอก ธัญพืช ผลิตภัณฑ์นม มะเขือเทศ ส้ม เนื้อ
วัว น้ำตาลทราย อินทผลัม อัลมอนด์
อัตราความเติบโตทางเศรษฐกิจ 5.2 %(ประมาณการ 2006)
หนี้ต่างประเทศ 18.4 พันล้านดอลล่าร์ (ประมาณการ 2006)
สินค้าออกสำคัญ ไฮโดรคาบอน สิ่งทอ ผลิตผลการเกษตร ฟอสเฟต เคมีภัณฑ์
สินค้าเข้าสำคัญ สินค้าอุตสาหกรรม ไฮโดรคาบอน อาหาร เครื่องบริโภค